ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ

บริษัท เอวี อะโกร มีผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด และนี้คือผลิตภัณฑ์ที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุด

ทรีโตไลท์

ทรีโตไลท์

ไลออนท์ โกลด์

ไลออนท์ โกลด์

มิโนทรี ไม้ผล

มิโนทรี ไม้ผล

วี-ลีนเนอร์

วี-ลีนเนอร์

2,4-ดี-ไดเมทิลแมโมเนีย

2,4-ดี-ไดเมทิลแมโมเนีย

เอวี แคล

เอวี แคล

ดูเพิ่มเติม

ประเภทผลิตภัณฑ์

ผลิตภัณฑ์ต่างๆ แบ่งออกเป็นแต่ละประเภทดังนี้

สารเสริมประสิทธิภาพ
สารเสริมประสิทธิภาพ
สารอาหารพืช
สารอาหารพืช
สารกำจัดแมลงและสารป้องกันกำจัดโรคพืช
สารกำจัดแมลงและสารป้องกันกำจัดโรคพืช
สารปรับปรุงดิน
สารปรับปรุงดิน
อื่นๆ
อื่นๆ

ข่าวสารและกิจกรรม

article image

24 / 06 /2562

เทคโนโลยีชาวบ้าน นิตยสารในเครือมติชน ที่เข้ามาสัมภาษณ์สด

บริษัท เอวี อะโกร จำกัดขอขอบคุณ คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการ นิตยสาร เทคโนโลยีชาวบ้าน นิตยสารในเครือมติชน ที่เข้ามาสัมภาษณ์สด คุณสมชาย แก่นเขียว ผจก.ฝ่ายขาย บริษัทฯ เรื่องเกี่ยวกับ"เทคนิคที่ทำให้พืชตระกูลแตงมีความหวาน ลูกใหญ่และตรงตามความต้องการในท้องตลาด" พร้อมนำเนื้อหาไปลงนิตยสารฉบับต่อไป...รอติดตามกันนะคะ

อ่านเพิ่มเติม...

article image

24 / 06 /2562

ประชุม กลุ่มปลูกแตงโมสกลนคร

ประชุม กลุ่มปลูกแตงโมสกลนคร...ผลิตภัณฑ์ของเอวีอะโกร ได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลามจากเกษตรกรผู้ปลูกแตงโม..ขอขอบคุณลุงเคนด้วยนะครับ

อ่านเพิ่มเติม...

article image

24 / 06 /2562

บริษัท เอวีอะโกร จำกัดได้จัดงานขายร่วมกับร้านต.ทรัพย์ไพศาล

บริษัท เอวีอะโกร จำกัดได้จัดงานขายร่วมกับร้านต.ทรัพย์ไพศาล จ.ยโสธร ลูกค้าสนใจเป็นอย่างมากและมาสอบถามข้อมูลพร้อมทั้งซื้อสินค้าที่บูธ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มพริก แตงโม แคนตาลูป และเปิดตลาดตัวแอนตี้ท๊อป  

อ่านเพิ่มเติม...

ดูเพิ่มเติม

บทความ

article image

27 / 05 /2569

"โรคเหี่ยวเขียว" มหันตภัยเงียบที่ยากจะรักษา

"โรคเหี่ยวเขียว" มหันตภัยเงียบที่ยากจะรักษา เกษตรกรที่ปลูกพืชตระกูลมะเขือ (เช่น พริก มะเขือเทศ มะเขือยาว) รวมถึงมันฝรั่งและขิง คงไม่มีใครไม่รู้จัก "โรคเหี่ยวเขียว" (Bacterial Wilt) ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคพืชที่ร้ายแรงและน่ากลัวที่สุด ความน่ากลัวของโรคนี้คือ "ต้นพืชจะเหี่ยวทั้ง ๆ ที่ใบยังเขียวสดอยู่" ตอนเช้าหรือเย็นอาจดูปกติ แต่พอแดดจัดตอนกลางวันใบจะเหี่ยวสลด และภายในเวลาเพียงไม่กี่วันต้นพืชก็จะแห้งตายไปทั้งต้น ยิ่งไปกว่านั้น โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียตัวร้ายที่ชื่อว่า Ralstonia solanacearum ซึ่งอาศัยอยู่ในดิน สามารถอยู่ได้นานหลายปี และระบาดได้รวดเร็วมากผ่านทางน้ำรดหรือน้ำฝน ที่ผ่านมา การใช้สารเคมีทั่วไปมักไม่ได้ผล เพราะสารเคมีเข้าไม่ถึงระบบท่อน้ำเลี้ยงของพืชที่แบคทีเรียอาศัยอยู่ และการใช้ยาปฏิชีวนะบ่อย ๆ ก็ทำให้เชื้อดื้อยา บทความนี้จึงขอแนะนำมิติใหม่แห่งการปราบแบคทีเรียด้วยวิธีธรรมชาติ แต่เด็ดขาด ด้วยผลิตภัณฑ์ "ฟาสเตอร์-แซด (Faster-Z)" จากเอวีอะโกร   ฟาสเตอร์-แซด (Faster-Z) คืออะไร? ทำไมถึงปราบเหี่ยวเขียวได้?          ฟาสเตอร์-แซด     คือ นวัตกรรมชีวภาพที่ใช้ "ไวรัสกำจัดเชื้อแบคทีเรีย" หรือในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า แบคทีริโอฟาจ (Bacteriophage) เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ให้เราจินตนาการว่า แบคทีเรียสาเหตุโรคเหี่ยวเขียวคือ "โจร" ส่วนฟาสเตอร์-แซด ก็คือ "นักล่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โจร" ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับแบคทีเรียชนิดนี้โดยเฉพาะ โดยไม่มีผลกระทบใด ๆ กับมนุษย์ สัตว์ หรือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ตัวอื่น ๆ ในดินเลย       กลไกการทำงานระดับนาโน ค้นหาและเกาะติด: เมื่อเราฉีดพ่นหรือราดฟาสเตอร์-แซดลงดิน ตัวไวรัสฟาจจะเดินทางไปตามน้ำและระบบรากพืช เพื่อค้นหาเซลล์แบคทีเรียเป้าหมายอย่างแม่นยำ เจาะและขยายพันธุ์: ไวรัสจะเจาะไข่แดงเข้าไปในเซลล์แบคทีเรีย แล้วยึดโรงงานของแบคทีเรียเพื่อก็อปปี้ (Copy) ตัวเองออกมาเป็นล้าน ๆ ตัว ระเบิดทำลาย: เมื่อไวรัสขยายพันธุ์จนเต็ม เซลล์แบคทีเรียจะ "ระเบิดออกและตายทันที" ลุยต่อไม่จำกัด: ไวรัสที่หลุดออกมาจากการระเบิด จะวิ่งไปค้นหาและทำลายแบคทีเรียตัวอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าเชื้อแบคทีเรียร้ายจะหมดไปจากต้นพืชและบริเวณนั้น   วิธีการใช้ ฟาสเตอร์-แซด ให้เห็นผลสูงสุด เนื่องจากโรคเหี่ยวเขียวระบาดผ่านทางดินและระบบราก การใช้ฟาสเตอร์-แซด จึงเน้นไปที่การป้องกันและการใส่ลงดินเป็นหลัก: ระยะเตรียมดิน/ย้ายกล้า (ป้องกันไว้ก่อน ดีที่สุด): อัตราการใช้ตามแนะนำ ผสมน้ำราดลงแปลงปลูก หรือใช้แช่รากกล้าพืชก่อนนำลงหลุมปลูก เพื่อให้ไวรัสเข้าไปสแตนบายรอปกป้องรากพืชตั้งแต่แรกเริ่ม ระยะเจริญเติบโต (ช่วงฝนตกชุก หรือเริ่มพบต้นเป็นโรค): หากพบต้นที่เริ่มแสดงอาการเหี่ยวเขียว ให้ถอนต้นนั้นไปเผาทำลายทันที จากนั้นใช้ ฟาสเตอร์-แซด ผสมน้ำราดโคนต้นรอบ ๆ บริเวณที่พบโรค และฉีดพ่นลงดินให้ทั่วแปลงทันที เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายไปตามน้ำ     การจัดการโรคเหี่ยวเขียวด้วย "ฟาสเตอร์-แซด" ของเอวีอะโกร ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเกษตรกรรมยุคใหม่ ที่เปลี่ยนจากการใช้สารเคมีล้างผลาญ มาเป็นการใช้ "ชีววิธี" หรือธรรมชาติควบคุมธรรมชาติ การใช้ไวรัสแบคทีริโอฟาจเข้าไปฉีกหน้ากากและทำลายแบคทีเรียจากภายในท่อน้ำเลี้ยง ช่วยให้เกษตรกรสามารถควบคุมโรคเหี่ยวเขียวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คืนความสมบูรณ์ให้ผืนดิน และสร้างผลผลิตที่ปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน

อ่านเพิ่มเติม...

article image

06 / 06 /2569

"หนอนเจาะ"

"หนอนเจาะ"             หนอนเจาะ (Boring Caterpillars / Larvae) เป็นหนึ่งในศัตรูพืชที่จัดการได้ยากที่สุดในภาคเกษตรกรรม เช่น หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนเจาะฝักข้าวโพด หนอนเจาะผลมะเขือ และหนอนเจาะลำต้น พฤติกรรมการทำลายที่เป็นเอกลักษณ์คือ เมื่อฟักออกจากไข่ หนอนจะเจาะเข้าไปอาศัยและกัดกินอยู่ภายในเนื้อเยื่อพืช ทั้งในส่วนของลำต้น ยอด ดอก หรือผล            การซ่อนตัวอยู่ภายในโครงสร้างพืชทำให้หนอนเจาะรอดพ้นจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม และรอดพ้นจากการฉีดพ่นสารเคมีแบบสัมผัสทั่วไป ส่งผลให้ท่อน้ำท่ออาหารพืชถูกทำลาย ต้นพืชเหี่ยวเฉา ผลผลิตเน่าเสียและร่วงหล่น สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง แนวทางการจัดการด้วยผลิตภัณฑ์อารักขาพืชจาก เอวีอะโกร (AV AGRO)            การควบคุมหนอนเจาะให้ได้ผลสัมฤทธิ์ จำเป็นต้องใช้สารเคมีที่มีคุณสมบัติแทรกซึมลึก ออกฤทธิ์แรง และครอบคลุมทั้งระยะไข่ ตัวหนอนที่เพิ่งฟัก และตัวหนอนที่ฝังตัวอยู่ภายใน โดยผลิตภัณฑ์ของเอวีอะโกรมีแนวทางบริหารจัดการดังนี้: 1. การกำจัดหนอนดื้อยาและแทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อภายใน อีมาเมกตินเบนโซเอต (Emamectin Benzoate): สารกำจัดแมลงกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ที่ 6 มีคุณสมบัติแทรกซึมผ่านชั้นผิวใบและเนื้อผล (Translaminar) ได้ดีเยี่ยม เมื่อหนอนเจาะกินเนื้อเยื่อพืชที่ได้รับสารนี้ สารจะเข้าไปขัดขวางการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้หนอนเป็นอัมพาตและหยุดทำลายทันที เหมาะสำหรับหนอนเจาะดื้อยาทุกชนิด อะบาเมกติน 1.8 (Abamectin 1.8% W/V EC): สารกลุ่มเดียวกับอีมาเมกติน ออกฤทธิ์สัมผัสตาย กินตาย และแทรกซึมลึกเข้าไปกักเก็บอยู่ภายในเนื้อเยื่อพืชเช่นกัน ออกฤทธิ์ได้ดีในระยะที่หนอนเพิ่งฟักออกจากไข่และกำลังจะเจาะเข้าสู่ภายในผลหรือลำต้น 2. การควบคุมด้วยสารดูดซึมและสารผสมสูตรน็อคแรง        โอเมโทเอต 50 (Omethoate):           สารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตที่มีคุณสมบัติดูดซึมอย่างแรง (Systemic Action) สารสามารถเคลื่อนย้ายไปตามระบบท่อน้ำท่ออาหารของพืช จึงสามารถเข้าถึงและกำจัดหนอนเจาะลำต้นหรือหนอนที่หลบซ่อนอยู่ภายในส่วนต่างๆ ของพืชได้ดีกว่าสารสัมผัสทั่วไป         เวริมส์ฟอส (ไซเปอร์เมทริน + โพรฟีโนฟอส):            สารผสมสองพลังบวก (กลุ่ม 3A + 1B) ออกฤทธิ์เฉียบพลันและทำลายไข่ (Ovicidal effect) สารไซเปอร์เมทรินช่วยน็อคตัวหนอนที่อยู่ภายนอกอย่างรวดเร็ว ขณะที่โพรฟีโนฟอสมีประสิทธิภาพในการแทรกซึมสูงและช่วยทำลายไข่ของผีเสื้อกลางคืน (แม่หนอน) ไม่ให้ฟักเป็นตัว ตัดวงจรการระบาดในระยะวิกฤตได้เด็ดขาด   บทสรุปและข้อเสนอแนะ            หัวใจสำคัญในการกำจัดหนอนเจาะคือ "การพ่นให้ถูกระยะและสลับกลุ่มสาร" แนะนำให้พ่น เวริมส์ฟอส ในระยะที่พบตัวเต็มวัยหรือพบไข่เพื่อตัดวงจรตั้งแต่เริ่มต้น หากหนอนเริ่มฟักตัวและเจาะเข้าเนื้อเยื่อแล้ว ให้เลือกใช้ อีมาเมกตินเบนโซเอต หรือ โอเมโทเอต 50 พ่นสลับกัน เพื่อให้คุณสมบัติการแทรกซึมและดูดซึมเข้าไปจัดการหนอนที่อยู่ภายในได้อย่างเบ็ดเสร็จ และป้องกันปัญหาหนอนดื้อยาอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

อ่านเพิ่มเติม...

article image

05 / 06 /2569

"เพลี้ยอ่อน"

"เพลี้ยอ่อน"          เพลี้ยอ่อน (Aphids) เป็นแมลงศัตรูพืชประเภทปากดูด (Sucking Pests) ขนาดเล็กที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อพืชผัก ไม้ผล และพืชไร่ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะรวมกลุ่มกันอยู่บริเวณยอดอ่อน ใบอ่อน หรือใต้ใบ เพื่อดูดกินน้ำเลี้ยงจากท่อน้ำท่ออาหาร ส่งผลให้ใบพืชหงิกงอ ยอดแห้งเหี่ยว และต้นแคระแกร็น         นอกจากทำลายพืชโดยตรงแล้ว เพลี้ยอ่อนยังขับถ่ายมูลเหนียวที่เรียกว่า "มูลน้ำหวาน" (Honeydew) ซึ่งเป็นอาหารชั้นดีของราดำ ทำให้เกิดโรคราดำบดบังการสังเคราะห์แสงของพืช และที่สำคัญที่สุดคือ เพลี้ยอ่อนเป็นพาหะนำโรคไวรัสพืชที่ร้ายแรงหลายชนิด (เช่น โรคใบด่าง) อีกทั้งยังสามารถขยายพันธุ์ได้แบบไม่อาศัยเพศ (Parthenogenesis) ทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสภาพอากาศแห้งแล้ง แนวทางการจัดการด้วยผลิตภัณฑ์อารักขาพืชจาก เอวีอะโกร (AV AGRO)         การควบคุมเพลี้ยอ่อนไม่ให้เกิดการระบาดลุกลาม จำเป็นต้องใช้สารเคมีที่ออกฤทธิ์เร็ว ดูดซึมได้ดี และระงับการขยายพันธุ์ได้อย่างเด็ดขาด โดยผลิตภัณฑ์ของเอวีอะโกรมีแนวทางการจัดการดังนี้: 1. การควบคุมแบบดูดซึมลึกและปกป้องยาวนาน                                                                                                     อิมิดาโคลพริด 70 (Imidacloprid 70% WG): สารกำจัดแมลงกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ (Neonicotinoids - กลุ่ม 4A) ชนิดเม็ดเข้มข้นสูง มีคุณสมบัติดูดซึมเข้าสู่ระบบท่อน้ำท่ออาหารของพืชได้อย่างรวดเร็วและยาวนาน (Systemic Action) เมื่อฉีดพ่น สารจะแทรกซึมไปทั่วทั้งต้นพืช รวมถึงยอดอ่อนที่แตกใหม่ เมื่อเพลี้ยอ่อนเข้ามากัดกินหรือดูดน้ำเลี้ยง จะได้รับสารพิษเข้าทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้แมลงเป็นอัมพาต หยุดดูดน้ำเลี้ยง และตายในที่สุด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นสารหลักในการบล็อกการระบาด   2. การกำจัดแบบสัมผัสและแทรกซึมใต้ผิวใบ                                                                                อะบาเมกติน 1.8 (Abamectin 1.8% W/V EC):           สารกำจัดแมลงกลุ่มสารสกัดจากธรรมชาติ (Avermectins - กลุ่ม 6) ออกฤทธิ์แบบถูกตัวตาย กินตาย และมีคุณสมบัติแทรกซึมผ่านชั้นผิวใบ (Translaminar) สารจะซึมผ่านหน้าใบไปกักเก็บอยู่ภายในเนื้อเยื่อใบพืช จึงสามารถกำจัดกลุ่มเพลี้ยอ่อนที่มักหลบซ่อนอยู่ใต้ใบหรือในใบที่หงิกงอได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเข้าไปรบกวนระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้เพลี้ยอ่อนหมดแรงและตายลงอย่างรวดเร็ว   บทสรุปและข้อเสนอแนะ         เนื่องจากเพลี้ยอ่อนเป็นแมลงที่วงจรชีวิตสั้นและดื้อยาได้ง่าย การบริหารจัดการที่ถูกต้องตามหลักวิชาการคือ ไม่ควรใช้สารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งติดต่อกันเกิน 2 ครั้ง         แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเอวีอะโกรในลักษณะการฉีดพ่นสลับกลุ่มสาร โดยเริ่มพ่น อิมิดาโคลพริด 70 ในระยะเริ่มพบการระบาดเพื่อเน้นการดูดซึมปกป้องต้นพืชจากภายใน และสลับมาใช้ อะบาเมกติน 1.8 ในรอบถัดไปเพื่อเปลี่ยนกลไกการโจมตีระบบประสาทของแมลง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกวาดล้างเพลี้ยอ่อนได้ย่อยยับ และป้องกันปัญหาการดื้อยาได้อย่างยั่งยืน  

อ่านเพิ่มเติม...

article image

05 / 06 /2569

ด้วงเต่าแตง

ด้วงเต่าแตง           ด้วงเต่าแตง (Cucurbit Beetle - Aulacophora spp.) เป็นแมลงศัตรูพืชตระกูลแตงที่สร้างความเสียหายรุนแรงในระยะทำลายวิกฤต โดยเฉพาะช่วงพืชแตกใบจริงและระยะต้นกล้า ตัวเต็มวัย จะกัดกินเนื้อใบยอดอ่อน และดอก ทำให้ใบเป็นรูพรุนตามวงรัศมีจนพืชไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ส่วน ตัวหนอน ที่ฟักจากไข่ในดินจะเข้าทำลายกัดกินรากและโคนต้นใต้ดิน ส่งผลให้ท่อน้ำท่ออาหารเสียหาย ต้นพืชเหี่ยวเฉา และเปิดช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคเหี่ยว (Bacterial Wilt) เข้าซ้ำเติม           เนื่องจากด้วงเต่าแตงเป็นแมลงที่มีปีกแข็ง เคลื่อนย้ายได้รวดเร็ว และมีวงจรชีวิตทั้งบนดินและใต้ดิน การจัดการที่ได้ผลจึงต้องใช้สารเคมีที่มีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างและครอบคลุมทุกระยะ แนวทางการจัดการด้วยผลิตภัณฑ์อารักขาพืชจาก เอวีอะโกร (AV AGRO)           เอวีอะโกร นำเสนอแนวทางการควบคุมด้วงเต่าแตงอย่างเบ็ดเสร็จ โดยการผสมผสานกลไกการออกฤทธิ์ของสารเคมี 2 กลุ่ม เพื่อตัดวงจรการทำลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ: 1. การควบคุมบนทรงพุ่มและปกป้องยอดอ่อนระยะยาว                          อะซีทามิพริด 20 SP (Acetamiprid):          สารกำจัดแมลงกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ (Neonicotinoids - กลุ่ม 4A) มีคุณสมบัติดูดซึมและแทรกซึมผ่านใบได้ดีเยี่ยม (Systemic & Translaminar) เมื่อฉีดพ่น สารจะกระจายตัวเข้าสู่เนื้อเยื่อพืชอย่างรวดเร็ว ทำให้ออกฤทธิ์ปกป้องใบพืชและยอดที่แตกใหม่ได้ยาวนาน เมื่อด้วงเต่าแตงตัวเต็มวัยเข้ามาบินเกาะและกัดกินใบพืช จะได้รับสารเคมีเข้าสู่ระบบประสาท ทำให้หยุดกินอาหารเป็นอัมพาตและตายในที่สุด   2. การควบคุมแบบเฉียบพลันและตัดวงจรแมลงในดิน                           ฟิโพรนิล 5 อีซี (Fipronil 5% W/V EC):              สารกำจัดแมลงกลุ่มฟีนิลไพราโซล (Phenylpyrazoles - กลุ่ม 2B) ออกฤทธิ์แบบถูกตัวตายและกินตาย (Contact and Stomach action) มีความสามารถในการดูดซึมบางส่วน สารนี้มีความเป็นพิษสูงต่อแมลงปีกแข็งอย่างด้วงเต่าแตง โดยสามารถใช้ฉีดพ่นบนทรงพุ่มเพื่อ "น็อค" ตัวเต็มวัยที่กำลังระบาดได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ด้วยคุณสมบัติที่ทนทานต่อการสลายตัวในดิน จึงสามารถใช้ฉีดพ่นหรือราดบริเวณโคนต้นเพื่อกำจัดตัวหนอนและดักแด้ของด้วงเต่าแตงที่อาศัยอยู่ใต้ดินได้เป็นอย่างดี     บทสรุปและข้อเสนอแนะ           การบริหารจัดการด้วงเต่าแตงให้สำเร็จและป้องกันการดื้อยา ควรใช้ผลิตภัณฑ์ของเอวีอะโกรในลักษณะการผสมผสานหรือสลับกลุ่มสาร โดยในระยะเริ่มปลูกหรือระยะพบตัวเต็มวัยบินเข้ามาในแปลง แนะนำให้ใช้ ฟิโพรนิล 5 อีซี พ่นเพื่อกำจัดตัวเต็มวัยอย่างรวดเร็วและเคลียร์พื้นที่บริเวณโคนต้น จากนั้นพ่นสลับด้วย อะซีทามิพริด 20 SP เพื่อให้สารดูดซึมเข้าไปปกป้องพืชในระยะยาว ช่วยลดความถี่ในการพ่นยาและเพิ่มประสิทธิภาพในการอารักขาพืชตระกูลแตงได้อย่างยั่งยืน

อ่านเพิ่มเติม...

article image

05 / 06 /2569

แมลงหวีขาว

แมลงหวีขาว              แมลงหวีขาว (Whiteflies) เป็นแมลงศัตรูพืชพยากรณ์ที่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อพืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น พริก มะเขือ มันสำปะหลัง และพืชตระกูลแตง การทำลายของแมลงหวีขาวเกิดจากการดูลูกตัวอ่อนและตัวเต็มวัยที่เข้าทำลายโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใต้ใบ ส่งผลให้ใบหงิกงอ เหี่ยวแห้ง และต้นแคระแกร็น นอกจากนี้ แมลงหวีขาวขนาดยังเป็นพาหะนำโรคไวรัสพืช (เช่น โรคใบด่างเหลือง) และมูลของมันที่เป็นสารเหนียว (Honeydew) ยังเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราดำ ซึ่งบดบังการสังเคราะห์แสงของพืช              เนื่องจากแมลงหวีขาวมีวงจรชีวิตสั้นและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว การจัดการควบคุมจึงจำเป็นต้องใช้สารเคมีที่มีกลไกการออกฤทธิ์ที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อป้องกันการดื้อยา แนวทางการจัดการด้วยผลิตภัณฑ์อารักขาพืชจาก เอวีอะโกร (AV AGRO)              การเลือกใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงหวีขาวให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด ควรพิจารณาตามความรุนแรงของการระบาดและระยะการเจริญเติบโตของแมลง โดยผลิตภัณฑ์ของเอวีอะโกรมีแนวทางการใช้ดังนี้: 1. การควบคุมในระยะเริ่มต้นและการออกฤทธิ์แบบดูดซึม อะซีทามิพริด 20 SP (Acetamiprid): สารกำจัดแมลงกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ (Neonicotinoids) ออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาทของแมลง มีคุณสมบัติดูดซึมได้ดีเยี่ยมและแทรกซึมผ่านใบ (Translaminar) จึงสามารถกำจัดตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของแมลงหวีขาวที่ซ่อนอยู่ใต้ใบได้อย่างทั่วถึง มีพิษต่ำต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และเหมาะสำหรับการฉีดพ่นในระยะเริ่มพบการระบาด 2. การควบคุมแบบสัมผัสและไอระเหย (กรณีระบาดปานกลาง)   โอเมโทเอต 50 (Omethoate): สารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ออกฤทธิ์ทั้งสัมผัสตาย กินตาย และดูดซึมอย่างแรง สามารถกำจัดแมลงประเภทปากดูดได้ดี          เอวานอล (ไดอะซินอล - Diazinon): สารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ออกฤทธิ์สัมผัสและมีคุณสมบัติเป็นไอระเหย ช่วยให้สารเคมีกระจายตัวเข้าสู่ทรงพุ่มที่หนาแน่นได้ดี เหมาะสำหรับพ่นเพื่อลดประชากรแมลงหวีขาวอย่างรวดเร็ว   3. การจัดการขั้นเด็ดขาดในระยะระบาดรุนแรง (สารผสมสูตรน็อค)           เวริมส์ฟอส:            (ไซเปอร์เมทริน 3% + โพรฟีโนฟอส 40% W/V EC) เป็นสารผสมที่รวมพลังของสารกลุ่มไพรีทรอยด์และออร์กาโนฟอสเฟต ออกฤทธิ์แบบน็อคและถูกตัวตายทันที (Contact and Stomach action) โดยไซเปอร์เมทรินจะทำหน้าที่น็อคตัวเต็มวัยอย่างรวดเร็ว ขณะที่โพรฟีโนฟอสช่วยเสริมฤทธิ์การทำลายและกำจัดไข่หรือตัวอ่อน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ในกรณีที่เกิดการระบาดอย่างรุนแรงเพื่อหยุดยั้งความเสียหายทันที บทสรุปและข้อเสนอแนะ              การแก้ไขปัญหาแมลงหวีขาวให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ไม่ควรฉีดพ่นสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันเป็นเวลานาน แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเอวีอะโกรแบบหมุนเวียนกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ (Mode of Action) เช่น การใช้ อะซีทามิพริด 20 SP สลับกับ เวริมส์ฟอส หรือ เอวานอล เพื่อลดโอกาสการสร้างกลไกต้านทานยา (การดื้อยา) ของแมลงหวีขาว และควรพ่นในเวลาเช้าตรู่หรือเย็นซึ่งเป็นช่วงที่แมลงหวีขาวเกาะนิ่งอยู่ใต้ใบ เพื่อให้สารเคมีสัมผัสตัวแมลงได้แม่นยำที่สุด  

อ่านเพิ่มเติม...

คลังความรู้

ดูเพิ่มเติม