ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ

บริษัท เอวี อะโกร มีผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด และนี้คือผลิตภัณฑ์ที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุด

ทรีโตไลท์

ทรีโตไลท์

ไลออนท์ โกลด์

ไลออนท์ โกลด์

มิโนทรี ไม้ผล

มิโนทรี ไม้ผล

เอวี แคล

เอวี แคล

2,4-ดี-ไดเมทิลแมโมเนีย

2,4-ดี-ไดเมทิลแมโมเนีย

มิโนทรี

มิโนทรี

ดูเพิ่มเติม

ประเภทผลิตภัณฑ์

ผลิตภัณฑ์ต่างๆ แบ่งออกเป็นแต่ละประเภทดังนี้

สารเสริมประสิทธิภาพ
สารเสริมประสิทธิภาพ
สารอาหารพืช
สารอาหารพืช
สารกำจัดแมลงและสารป้องกันกำจัดโรคพืช
สารกำจัดแมลงและสารป้องกันกำจัดโรคพืช
สารปรับปรุงดิน
สารปรับปรุงดิน
อื่นๆ
อื่นๆ

ข่าวสารและกิจกรรม

article image

24 / 06 /2562

เทคโนโลยีชาวบ้าน นิตยสารในเครือมติชน ที่เข้ามาสัมภาษณ์สด

บริษัท เอวี อะโกร จำกัดขอขอบคุณ คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการ นิตยสาร เทคโนโลยีชาวบ้าน นิตยสารในเครือมติชน ที่เข้ามาสัมภาษณ์สด คุณสมชาย แก่นเขียว ผจก.ฝ่ายขาย บริษัทฯ เรื่องเกี่ยวกับ"เทคนิคที่ทำให้พืชตระกูลแตงมีความหวาน ลูกใหญ่และตรงตามความต้องการในท้องตลาด" พร้อมนำเนื้อหาไปลงนิตยสารฉบับต่อไป...รอติดตามกันนะคะ

อ่านเพิ่มเติม...

article image

24 / 06 /2562

ประชุม กลุ่มปลูกแตงโมสกลนคร

ประชุม กลุ่มปลูกแตงโมสกลนคร...ผลิตภัณฑ์ของเอวีอะโกร ได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลามจากเกษตรกรผู้ปลูกแตงโม..ขอขอบคุณลุงเคนด้วยนะครับ

อ่านเพิ่มเติม...

article image

24 / 06 /2562

บริษัท เอวีอะโกร จำกัดได้จัดงานขายร่วมกับร้านต.ทรัพย์ไพศาล

บริษัท เอวีอะโกร จำกัดได้จัดงานขายร่วมกับร้านต.ทรัพย์ไพศาล จ.ยโสธร ลูกค้าสนใจเป็นอย่างมากและมาสอบถามข้อมูลพร้อมทั้งซื้อสินค้าที่บูธ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มพริก แตงโม แคนตาลูป และเปิดตลาดตัวแอนตี้ท๊อป  

อ่านเพิ่มเติม...

ดูเพิ่มเติม

บทความ

default image

27 / 05 /2569

โรคใบจุดในพริก

  พริกเป็นพืชเศรษฐกิจที่ต้องการการดูแลสูง แต่บ่อยครั้งมักถูกคุกคามด้วยโรคทางใบ โดยเฉพาะ "โรคใบจุด" ซึ่งสามารถระบาดได้ทุกระยะการเจริญเติบโต หากอาการรุนแรงจะทำให้ใบพริกเหลือง ร่วงหล่นจนเหลือแต่กิ่ง ส่งผลให้ต้นพริกโทรมและหยุดชะงักการเจริญเติบโต เชื้อสาเหตุและลักษณะอาการของโรคใบจุดในพริก  โรคใบจุดในพริกที่พบส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อรา 2 กลุ่มหลัก ดังนี้: โรคใบจุดตากบ (Cercospora Leaf Spot): เกิดจากเชื้อรา Cercospora capsici อาการเริ่มแรกเป็นจุดช้ำน้ำขนาดเล็ก ต่อมาแผลจะขยายใหญ่ขึ้นเป็นทรงกลมหรือรี บริเวณกลางแผลมีสีเทาหรือสีขาว ขอบแผลมีสีน้ำตาลเข้มล้อมรอบ มองดูคล้ายตากบ โรคใบจุดสลับ หรือจุดดำ (Alternaria Leaf Spot): เกิดจากเชื้อรา Alternaria spp. ลักษณะแผลเป็นจุดสีน้ำตาลเข้มถึงดำ และมักจะเห็นเป็นวงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ (Target spot) การจัดการโรคใบจุดให้ได้ผลดีที่สุดในทางวิชาการ คือการผสมผสานระหว่างสารประเภท สัมผัส (Protectant) เพื่อเคลือบปกป้องผิวใบ และสารประเภท ดูดซึม (Systemic) เพื่อซึมลึกเข้าไปรักษาแผลจากภายใน ผลิตภัณฑ์ ไดเมโทมอร์ฟ 50 WG และ คลอโรทาโลนิล 75 จากเอวีอะโกร จึงเป็นคู่สารเคมีที่ถูกจัดวางมาเพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์นี้ได้อย่างสมบูรณ์ คลอโรทาโลนิล 75 สารป้องกันกำจัดโรคพืชประเภทสัมผัส (Non-systemic / Protectant) กลุ่มเคมี: กลุ่ม M05 (Multi-site action) กลไกการทำงาน: คลอโรทาโลนิลจะทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังเคลือบอยู่บนผิวใบพริก โดยเข้าไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์และขัดขวางกระบวนการเผาผลาญพลังงานในเซลล์ของสปอร์เชื้อรา ทำให้สปอร์เชื้อราที่ปลิวมาเกาะไม่สามารถงอก (Spore germination) หรือแทงทะลุเข้าสู่ผิวใบพริกได้ ข้อดี: เนื่องจากออกฤทธิ์หลายตำแหน่ง (Multi-site) เชื้อราจึงพัฒนาความต้านทานหรือดื้อยาได้ยากมาก     ไดเมโทมอร์ฟ 50 WG สารป้องกันกำจัดโรคพืชประเภทดูดซึมและแทรกซึม (Systemic / Translaminar) กลุ่มเคมี: กลุ่ม 40 (Carboxylic acid amides: CAA) กลไกการทำงาน: ออกฤทธิ์ดูดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อใบพริกได้อย่างรวดเร็ว โดยเข้าไปยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ (Cell wall synthesis) ของเชื้อราในส่วนที่เป็นฟอสโฟลิปิด ทำให้เส้นใยของเชื้อราไม่สามารถเจริญเติบโต ฝ่อ และหยุดการลุกลามของแผลเก่าทันที ข้อดี: สูตร WG (Water Granule) เป็นเม็ดละลายน้ำง่าย ไม่ฟุ้งกระจาย และไม่ทิ้งคราบขาวบนใบหนาแน่นจนบดบังแสง   อัตราและวิธีการใช้ สูตรผสมพ่น: ใช้ ไดเมโทมอร์ฟ 50 WG (อัตรา 10-15 กรัม) ผสมร่วมกับ คลอโรทาโลนิล 75 (อัตรา 20-30 กรัม) ต่อน้ำ 20 ลิตร ระยะป้องกัน (ก่อนเกิดโรค หรือช่วงฟ้าปิดฝนตกชุก): ฉีดพ่นทุก ๆ 7-10 วัน เพื่อสร้างเกราะป้องกันไม่ให้สปอร์เชื้อราฝังตัว ระยะรักษา (เมื่อเริ่มพบจุดแผลตากบหรือแผลวงสลับ): ฉีดพ่นร่วมกันทันที โดยพ่นซ้ำ 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน เพื่อหยุดแผลเก่าและบล็อกใบใหม่ไม่ให้ติดเชื้อเพิ่ม             การจัดการโรคใบจุดในพริกให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์การป้องกันควบคู่กับการรักษา การจับคู่ระหว่าง คลอโรทาโลนิล 75 ซึ่งเป็นสารสัมผัสเคลือบผิวใบประสิทธิภาพสูง ร่วมกับ ไดเมโทมอร์ฟ 50 WG ซึ่งเป็นสารดูดซึมทำลายเส้นใยจากภายใน ของเอวีอะโกร ถือเป็นแนวทางตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง ช่วยลดปัญหาการดื้อยาของเชื้อรา ยืดอายุใบพริกให้เขียวสมบูรณ์ เพิ่มพื้นที่สังเคราะห์แสง และนำไปสู่การเก็บเกี่ยวผลผลิตพริกที่มีคุณภาพและได้ปริมาณสูงสุด ข้อแนะนำเพิ่มเติม: ควรหลีกเลี่ยงการพ่นสารกลุ่มสัมผัสในช่วงที่มีแดดจัดเพื่อป้องกันอาการใบไหม้ และควรฉีดพ่นให้ทั่วทั้งหน้าใบและหลังใบเนื่องจากเชื้อรามักซ่อนตัวอยู่ใต้ใบพริก

อ่านเพิ่มเติม...

article image

27 / 05 /2569

"โรคเหี่ยวเขียว" มหันตภัยเงียบที่ยากจะรักษา

"โรคเหี่ยวเขียว" มหันตภัยเงียบที่ยากจะรักษา เกษตรกรที่ปลูกพืชตระกูลมะเขือ (เช่น พริก มะเขือเทศ มะเขือยาว) รวมถึงมันฝรั่งและขิง คงไม่มีใครไม่รู้จัก "โรคเหี่ยวเขียว" (Bacterial Wilt) ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคพืชที่ร้ายแรงและน่ากลัวที่สุด ความน่ากลัวของโรคนี้คือ "ต้นพืชจะเหี่ยวทั้ง ๆ ที่ใบยังเขียวสดอยู่" ตอนเช้าหรือเย็นอาจดูปกติ แต่พอแดดจัดตอนกลางวันใบจะเหี่ยวสลด และภายในเวลาเพียงไม่กี่วันต้นพืชก็จะแห้งตายไปทั้งต้น ยิ่งไปกว่านั้น โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียตัวร้ายที่ชื่อว่า Ralstonia solanacearum ซึ่งอาศัยอยู่ในดิน สามารถอยู่ได้นานหลายปี และระบาดได้รวดเร็วมากผ่านทางน้ำรดหรือน้ำฝน ที่ผ่านมา การใช้สารเคมีทั่วไปมักไม่ได้ผล เพราะสารเคมีเข้าไม่ถึงระบบท่อน้ำเลี้ยงของพืชที่แบคทีเรียอาศัยอยู่ และการใช้ยาปฏิชีวนะบ่อย ๆ ก็ทำให้เชื้อดื้อยา บทความนี้จึงขอแนะนำมิติใหม่แห่งการปราบแบคทีเรียด้วยวิธีธรรมชาติ แต่เด็ดขาด ด้วยผลิตภัณฑ์ "ฟาสเตอร์-แซด (Faster-Z)" จากเอวีอะโกร   ฟาสเตอร์-แซด (Faster-Z) คืออะไร? ทำไมถึงปราบเหี่ยวเขียวได้? ฟาสเตอร์-แซด     คือ นวัตกรรมชีวภาพที่ใช้ "ไวรัสกำจัดเชื้อแบคทีเรีย" หรือในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า แบคทีริโอฟาจ (Bacteriophage) เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ให้เราจินตนาการว่า แบคทีเรียสาเหตุโรคเหี่ยวเขียวคือ "โจร" ส่วนฟาสเตอร์-แซด ก็คือ "นักล่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โจร" ที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการกับแบคทีเรียชนิดนี้โดยเฉพาะ โดยไม่มีผลกระทบใด ๆ กับมนุษย์ สัตว์ หรือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ตัวอื่น ๆ ในดินเลย     กลไกการทำงานระดับนาโน ค้นหาและเกาะติด: เมื่อเราฉีดพ่นหรือราดฟาสเตอร์-แซดลงดิน ตัวไวรัสฟาจจะเดินทางไปตามน้ำและระบบรากพืช เพื่อค้นหาเซลล์แบคทีเรียเป้าหมายอย่างแม่นยำ เจาะและขยายพันธุ์: ไวรัสจะเจาะไข่แดงเข้าไปในเซลล์แบคทีเรีย แล้วยึดโรงงานของแบคทีเรียเพื่อก็อปปี้ (Copy) ตัวเองออกมาเป็นล้าน ๆ ตัว ระเบิดทำลาย: เมื่อไวรัสขยายพันธุ์จนเต็ม เซลล์แบคทีเรียจะ "ระเบิดออกและตายทันที" ลุยต่อไม่จำกัด: ไวรัสที่หลุดออกมาจากการระเบิด จะวิ่งไปค้นหาและทำลายแบคทีเรียตัวอื่น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าเชื้อแบคทีเรียร้ายจะหมดไปจากต้นพืชและบริเวณนั้น   วิธีการใช้ ฟาสเตอร์-แซด ให้เห็นผลสูงสุด เนื่องจากโรคเหี่ยวเขียวระบาดผ่านทางดินและระบบราก การใช้ฟาสเตอร์-แซด จึงเน้นไปที่การป้องกันและการใส่ลงดินเป็นหลัก: ระยะเตรียมดิน/ย้ายกล้า (ป้องกันไว้ก่อน ดีที่สุด): อัตราการใช้ตามแนะนำ ผสมน้ำราดลงแปลงปลูก หรือใช้แช่รากกล้าพืชก่อนนำลงหลุมปลูก เพื่อให้ไวรัสเข้าไปสแตนบายรอปกป้องรากพืชตั้งแต่แรกเริ่ม ระยะเจริญเติบโต (ช่วงฝนตกชุก หรือเริ่มพบต้นเป็นโรค): หากพบต้นที่เริ่มแสดงอาการเหี่ยวเขียว ให้ถอนต้นนั้นไปเผาทำลายทันที จากนั้นใช้ ฟาสเตอร์-แซด ผสมน้ำราดโคนต้นรอบ ๆ บริเวณที่พบโรค และฉีดพ่นลงดินให้ทั่วแปลงทันที เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายไปตามน้ำ     การจัดการโรคเหี่ยวเขียวด้วย "ฟาสเตอร์-แซด" ของเอวีอะโกร ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเกษตรกรรมยุคใหม่ ที่เปลี่ยนจากการใช้สารเคมีล้างผลาญ มาเป็นการใช้ "ชีววิธี" หรือธรรมชาติควบคุมธรรมชาติ การใช้ไวรัสแบคทีริโอฟาจเข้าไปฉีกหน้ากากและทำลายแบคทีเรียจากภายในท่อน้ำเลี้ยง ช่วยให้เกษตรกรสามารถควบคุมโรคเหี่ยวเขียวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คืนความสมบูรณ์ให้ผืนดิน และสร้างผลผลิตที่ปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน

อ่านเพิ่มเติม...

article image

26 / 05 /2569

โรคแอนแทรคโนส “โรคกุ้งแห้ง” ตัวร้ายทำลายผลผลิต

โรคแอนแทรคโนส “โรคกุ้งแห้ง” ในพริก           โรคกุ้งแห้ง หรือ โรคแอนแทรคโนส เป็นข้อจำกัดสำคัญในการผลิตพืชผลทางการเกษตร ลักษณะอาการเด่นชัดคือ แผลยุบตัวเป็นวงซ้อนกัน มักเกิดบนผลผลิตที่ใกล้เก็บเกี่ยว ทำให้ผลผลิตเน่าเสีย ผิดรูปทรง และไม่สามารถจำหน่ายได้ เชื้อราสาเหตุสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านทางลม น้ำฝน และเครื่องมือทางการเกษตร           การแก้ปัญหาแบบดั้งเดิมมักพึ่งพาการฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรากลุ่มเคมีเดี่ยวซ้ำ ๆ ซึ่งส่งผลให้เชื้อราพัฒนาความต้านทานต่อยา (Drug Resistance) ดังนั้น การผสมผสานนวัตกรรมสารชีวภัณฑ์และสารเสริมประสิทธิภาพที่มีกลไกการออกฤทธิ์หลากหลาย เช่น สต๊อปเปอร์ และ เอวีแบค จึงเป็นทางเลือกที่นักวิชาการเกษตรในปัจจุบันให้ความสำคัญ เชื้อสาเหตุและลักษณะอาการของโรค (Etiology and Symptomatology) เชื้อสาเหตุ: เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum capsici หรือ Colletotrichum gloeosporioides ลักษณะอาการ: * บนผลพริก: เริ่มแรกเป็นจุดช้ำน้ำขนาดเล็ก จากนั้นแผลจะขยายวงกว้าง แผลบุ๋มลึกลงไปจากผิวผล มองเห็นเป็นวงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ (Target spot) เมื่อมีความชื้นจะเห็นเมือกสปอร์สีส้มหรือสีชมพู ผลพริกจะแห้งเหี่ยว ดำ และร่วงหล่น ลักษณะคล้ายกุ้งแห้ง บนผลมะม่วง: เกิดจุดแผลสีน้ำตาลถึงดำบนผลอ่อนหรือผลแก่ ทำให้ผลเน่าก่อนหรือหลังการเก็บเกี่ยว ผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการยับยั้งและป้องกันเชื้อราสาเหตุโรคพืช โดยทำงานร่วมกันในรูปแบบสารเสริมฤทธิ์ ดังนี้ สต๊อปเปอร์      เป็นสารป้องกันกำจัดโรคพืชที่มีคุณสมบัติในการหยุดยั้งการสปอร์และการเจริญเติบโตของเส้นใยเชื้อราอย่างเฉียบพลัน กลไกหลัก: เข้าทำลายผนังเซลล์ของเชื้อรา Colletotrichum ทำให้เส้นใยฝ่อและไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อได้ คุณสมบัติเด่น: ออกฤทธิ์เร็ว (Knock-down effect) เหมาะสำหรับใช้ฉีดพ่นเมื่อเริ่มพบอาการของโรคในแปลง เพื่อ "หยุด" ไม่ให้โรคแพร่กระจายไปยังต้นข้างเคียง     เอวีแบค     เป็นผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นจากจุลินทรีย์ปฏิปักษ์และสารสกัดชีวภาพประสิทธิภาพสูง (มักเป็นกลุ่ม Bacillus spp. หรือสารสกัดที่ออกฤทธิ์ทำลายเชื้อโรค) กลไกหลัก: ทำหน้าที่เข้าแย่งพื้นที่และอาหารบนผิวพืช (Competitive Exclusion) พร้อมทั้งหลั่งสารทุติยภูมิ (Secondary Metabolites) ที่มีฤทธิ์ยับยั้งการงอกของสปอร์เชื้อรา คุณสมบัติเด่น: ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่พืช (Induced Systemic Resistance: ISR) ทำให้พืชแข็งแรงและทนทานต่อการเข้าทำลายของโรคในระยะยาว และปลอดภัยไร้สารตกค้าง   สรุปและข้อเสนอแนะ (Conclusion and Recommendations)                  การจัดการโรคแอนแทรคโนสหรือโรคกุ้งแห้งให้ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถพึ่งพาสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งได้ตลอดฤดูกาล นวัตกรรมร่วมระหว่าง สต๊อปเปอร์ และ เอวีแบค ของเอวีอะโกร แสดงให้เห็นถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด โดยสต๊อปเปอร์ทำหน้าที่หลักในการ "บล็อกและหยุด" เชื้อราไม่ให้ลุกลาม ในขณะที่เอวีแบคทำหน้าที่ "คุมและป้องกัน" พร้อมเสริมความแข็งแรงให้พืช ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม: เกษตรกรควรผสานการใช้สารทั้งสองชนิด ร่วมกับการจัดการสุขอนามัยในแปลง เช่น การตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งเพื่อให้แสงแดดส่องถึง และการเก็บผลที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลง เพื่อลดแหล่งสะสมของเชื้อ ซึ่งจะช่วยให้การใช้ผลิตภัณฑ์เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและคุ้มค่าต่อการลงทุน

อ่านเพิ่มเติม...

article image

31 / 03 /2569

การจัดการทุเรียนในระยะก่อนเก็บเกี่ยว

การจัดการทุเรียนในระยะก่อนเก็บเกี่ยว          "ระยะก่อนเก็บเกี่ยว" (Pre-harvest Stage) ในไม้ผลเศรษฐกิจอย่างทุเรียน ถือเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านเชิงสรีรวิทยาที่วิกฤตที่สุด ภายหลังจากที่ผลทุเรียนผ่านกระบวนการขยายขนาดเซลล์มาจนเกือบเต็มที่แล้ว ภารกิจหลักในระยะนี้คือการกระตุ้นให้เกิดกระบวนการสะสมแป้งและน้ำตาล (Dry Matter Accumulation) อย่างสูงสุด เพื่อเปลี่ยนพลังงานสำรองให้กลายเป็นเนื้อทุเรียนที่มีคุณภาพ (Fruit Maturation and Quality Enhancement) หากกระบวนการสะสมเนื้อเป็นไปอย่างเชื่องช้าหรือไม่สมบูรณ์ จะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของเนื้อทุเรียน ผลมีขนาดเล็ก ทรงบิดเบี้ยว หนามไม่สวย และสุดท้ายคือปริมาณและคุณภาพของผลผลิตที่ลดลง บทความนี้จึงขอเสนอแนวทางการจัดการเชิงรุกในระยะก่อนเก็บเกี่ยว โดยอาศัยกลุ่มผลิตภัณฑ์ เอวี อะโกร ตามที่ได้รับการแนะนำ เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในระยะก่อนเก็บเกี่ยว ระยะนี้สามารถจำแนกออกเป็น 6 ประการ: ขยายพู (Locule Expansion): กระตุ้นให้เกิดการแบ่งเซลล์และการขยายตัวของพูทุเรียน ทำให้ผลมีขนาดใหญ่ พูเต็ม และลดโอกาสการเกิดผลทรงบิดเบี้ยว ขยายหนาม (Spine Elongation): กระตุ้นให้หนามมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เพิ่มความหนาของผนังเซลล์ และเร่งการสะสมอาหารภายในใบ ลดความเสี่ยงจากโรคและแมลงที่มักเข้าทำลายใบอ่อน สร้างทรงผลสมบูรณ์ (Perfect Fruit Shape Formation): เพื่อลดความฝ่อของตาดอก เพิ่มอัตราการพัฒนาของตาดอกให้กลายเป็นดอก และช่วยให้ตาดอกมีความแข็งแรงต้านทานต่อโรคและแมลง การขยายขนาดเซลล์ (Cell Expansion): เพื่อเพิ่มน้ำหนักและขนาดของพูทุเรียน การสะสมแป้งและน้ำตาล: เพื่อให้เนื้อทุเรียนมีความหวาน มัน และเหนียวนุ่ม การสร้างเม็ดสี: เพื่อให้เนื้อมีสีเหลืองทองสม่ำเสมอตามสายพันธุ์ บทบาทของผลิตภัณฑ์ เอวี อะโกร ในระยะก่อนเก็บเกี่ยว 1. มิโนทรี (ไม้ผล) บทบาท: สารกระตุ้นความแข็งแรงระดับโมเลกุล ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับไม้ผลระยะสร้างเนื้อสะสมอาหาร โดยมีสัดส่วนของธาตุอาหารที่เหมาะสมในการกระตุ้นการ Synthesize สังเคราะห์แสงและการสะสมน้ำตาล ผลลัพธ์: เพิ่มความเข้มของสีเขียวของใบ (เขียวมัน) เพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสง ส่งผลให้การสะสมแป้งและน้ำตาลในใบเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการออกดอก     2. เอวีแคล บทบาท: ผลิตภัณฑ์แคลเซียม-โบรอนในรูปแบบที่พืชดูดซึมได้ง่าย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างความแข็งแรงของผนังเซลล์ ลดการหลุดร่วงของผล และเพิ่มคุณภาพของผลผลิต ผลลัพธ์: ป้องกันปัญหาผลแตก ลดปัญหาการเกิดไส้ซึม และช่วยให้หนามทุเรียนมีความแข็งแรง ทรงผลสวยงาม ไม่บิดเบี้ยว     3. โฟชัว 7-15-20  บทบาท: สารกระตุ้นการสะสมน้ำตาลและแป้งในเนื้อผล ช่วยเพิ่มความหวาน สีสัน และรสชาติของผลผลิต ผลลัพธ์: เร่งการสะสมเนื้อ ทำให้พูทุเรียนเต็มเร็ว เพิ่มความหวานและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ และช่วยให้สีเนื้อทุเรียนสวยงาม น่ารับประทาน   ขั้นตอนการใช้และข้อแนะนำ (อัตราผสมต่อน้ำ 20 ลิตร) อัตราส่วน: มิโนทรี (ไม้ผล), เอวีแคล และ โฟชัว ผสมน้ำในอัตราส่วนที่เหมาะสมตามคำแนะนำ โดยทั่วไปคือ 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร วิธีการ: ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่ม ทั้งหน้าใบและหลังใบ เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึม และฉีดพ่นบริเวณท้องกิ่งและลูกทุเรียน ฉีดพุ่นทุกๆ 7 วัน ช่วงติดผล   สรุป        การใช้ชุดผลิตภัณฑ์ตรา เอวี อะโกร ในระยะก่อนเก็บเกี่ยว เป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถควบคุมคุณภาพของทุเรียนให้เป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งในด้านรูปลักษณ์ (พูเต่ง สีสวย) และรสชาติ (เนื้อดี น้ำหนักได้มาตรฐาน) การลงทุนในการบำรุงช่วงนี้จึงเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับชาวสวนทุเรียนมืออาชีพ

อ่านเพิ่มเติม...

article image

31 / 03 /2569

การเพิ่มผลผลิตทุเรียนคุณภาพใน "ระยะผลอ่อน"

การเพิ่มผลผลิตทุเรียนคุณภาพใน "ระยะผลอ่อน"             "ระยะผลอ่อน" (Young Fruit Stage) ในทุเรียน ถือเป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านเชิงสรีรวิทยาที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่ง ภายหลังจากที่เกิดกระบวนการติดผล ภารกิจหลักในระยะนี้คือการกระตุ้นให้ผลอ่อนมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว (Fruit Growth Stimulation) และรักษาความสมบูรณ์ของทรงผล (Shape Stabilization) หากการจัดการในระยะผลอ่อนเป็นไปอย่างเชื่องช้าหรือไม่สมบูรณ์ จะส่งผลโดยตรงต่อการหลุดร่วงของผลอ่อน การติดผลน้อย ผลมีขนาดเล็ก ทรงบิดเบี้ยว หนามไม่สวย และสุดท้ายคือปริมาณและคุณภาพของผลผลิตที่ลดลง บทความนี้จึงขอเสนอแนวทางการจัดการเชิงรุกในระยะผลอ่อน โดยอาศัยกลุ่มผลิตภัณฑ์ เอวี อะโกร ตามที่ได้รับการแนะนำ เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในระยะผลอ่อน ขยายขนาดผล (Young Fruit Expansion): เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการสังเคราะห์แสง ทำให้พืชสามารถผลิตน้ำตาลและแป้งได้มากขึ้นในเวลาที่สั้นลง ขยายหนาม (Spine Elongation): กระตุ้นให้หนามมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เพิ่มความหนาของผนังเซลล์ และเร่งการสะสมอาหารภายในใบ ลดความเสี่ยงจากโรคและแมลงที่มักเข้าทำลายใบอ่อน สร้างทรงผลสมบูรณ์ (Perfect Fruit Shape Formation): เพื่อลดความฝ่อของตาดอก เพิ่มอัตราการพัฒนาของตาดอกให้กลายเป็นดอก และช่วยให้ตาดอกมีความแข็งแรงต้านทานต่อโรคและแมลง การยึดเกาะและการแบ่งเซลล์: เพื่อลดการหลุดร่วงและสร้างโครงสร้างผลที่สมมาตร การส่งผ่านพลังงาน: เพื่อรองรับอัตราการเจริญเติบโตที่สูงมากในระยะเวลาอันสั้น การป้องกันการแตกใบอ่อน: เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งอาหารระหว่างใบและผล (Nutrient Competition) บทบาทของผลิตภัณฑ์ เอวี อะโกร ในระยะผลอ่อน 1. มิโนทรี  บทบาท: สารกระตุ้นความแข็งแรงระดับโมเลกุล ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับไม้ผลระยะสร้างเนื้อสะสมอาหาร โดยมีสัดส่วนของธาตุอาหารที่เหมาะสมในการกระตุ้นการ synthesized สังเคราะห์แสงและการสะสมน้ำตาล ผลลัพธ์: เพิ่มความเข้มของสีเขียวของใบ (เขียวมัน) เพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสง ส่งผลให้การสะสมแป้งและน้ำตาลในใบเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการออกดอก     2. เอวีแคล  บทบาท: ผลิตภัณฑ์แคลเซียม-โบรอนในรูปแบบที่พืชดูดซึมได้ง่าย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างความแข็งแรงของผนังเซลล์ ลดการหลุดร่วงของผล และเพิ่มคุณภาพของผลผลิต ผลลัพธ์: ป้องกันปัญหาผลแตก ลดปัญหาการเกิดไส้ซึม และช่วยให้หนามทุเรียนมีความแข็งแรง ทรงผลสวยงาม ไม่บิดเบี้ยว     3. เอวีซี  บทบาท: สารกระตุ้นความแข็งแรงระดับโมเลกุล ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับไม้ผลระยะเปิดตาดอก โดยมีสัดส่วนของธาตุอาหารที่เหมาะสมในการกระตุ้นการ synthesized สังเคราะห์แสงและการสะสมน้ำตาล ผลลัพธ์: เพิ่มความเข้มของสีเขียวของใบ (เขียวมัน) เพิ่มประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสง ส่งผลให้การสะสมแป้งและน้ำตาลในใบเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการออกดอก     4. เอวีฟรุ๊ต (AV Fruit) บทบาท: สารกระตุ้นการสะสมน้ำตาลและแป้งในเนื้อผล ช่วยเพิ่มความหวาน สีสัน และรสชาติของผลผลิต ผลลัพธ์: เร่งการสะสมเนื้อ ทำให้พูทุเรียนเต็มเร็ว เพิ่มความหวานและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ และช่วยให้สีเนื้อทุเรียนสวยงาม น่ารับประทาน     5. ไลออนท์โกลด์ (Lion Gold) บทบาท: นวัตกรรมสารกระตุ้นการเจริญเติบโตระดับโมเลกุล ที่เน้นการเร่งกระบวนการเมแทบอลิซึมภายในตาดอก ช่วยให้ตาดอกพัฒนาอย่างรวดเร็วและสมบูรณ์ ผลลัพธ์: ช่วยให้ใบที่ยังอ่อนอยู่แข็งตัวเร็วขึ้น เพิ่มความหนาของผนังเซลล์ และเร่งการสะสมอาหารภายในใบ ลดความเสี่ยงจากโรคและแมลงที่มักเข้าทำลายใบอ่อน   ขั้นตอนการใช้และข้อแนะนำ (อัตราผสมต่อน้ำ 200 ลิตร) อัตราส่วน: มิโนทรี, เอวีแคล, เอวีซี, ผสมน้ำในอัตราส่วนที่เหมาะสมตามคำแนะนำ โดยทั่วไปคือ 200 ซีซี ต่อน้ำ 200 ลิตร วิธีการ: ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่ม ทั้งหน้าใบและหลังใบ เพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึม และฉีดพ่นบริเวณท้องกิ่งและกลุ่มตาดอกเพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำ จังหวะเวลา: ฉีดพ่นช่วงเช้า พ่นรอบทรงพุ่มแลพ่ในทรงพุ่มรอบๆ ผลทุเรียน ผลลัพธ์เชิงบวกต่อยุทธศาสตร์การเพิ่มผลผลิต การยกระดับเกรดผลผลิต (Grade Optimization): ช่วยในการเบ่งพูและรักษาทรงผล จะช่วยลดเปอร์เซ็นต์ "ทุเรียนตกเกรด" หรือทุเรียนทรงบิดเบี้ยว ให้กลายเป็นทุเรียน "เกรดส่งออก" (เกรด A/B) ซึ่งมีส่วนต่างราคาสูงกว่าเกรดอื่นอย่างมาก การบริหารความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience): ช่วยให้ต้นทุเรียนมีความต้านทานต่อสภาวะอากาศแปรปรวน (เช่น ฝนหลงฤดู หรืออากาศร้อนจัด) ซึ่งมักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผลอ่อนหลุดร่วงอย่างฉับพลัน ความคุ้มค่าต่อต้นทุนบริหารจัดการ (Cost-Effectiveness): การบำรุงที่แม่นยำตั้งแต่วันแรกช่วยลดภาระการแก้ไขปัญหาในระยะหลัง (เช่น การพยายามเบ่งพูทุเรียนที่เสียทรงไปแล้ว) ทำให้เกษตรกรสามารถควบคุมต้นทุนปุ๋ยและยาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น   สรุป      การจัดการทุเรียนใน ระยะผลอ่อน เปรียบเสมือนการวางรากฐานให้กับอาคารที่แข็งแรง การเลือกใช้ชุดผลิตภัณฑ์จาก เอวี อะโกร ที่มีความครบถ้วนทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง-เสริม และกรดอะมิโนที่จำเป็น จะช่วยส่งเสริมกระบวนการแบ่งตัวของเซลล์และการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ได้อย่างสมบูรณ์      ผลลัพธ์ที่ได้คือ "ผลโตไว ทรงสวย ขยายขนาดผล และเร่งการสร้างเนื้อ" ซึ่งเป็นปัจจัยชี้วัดความสำเร็จของชาวสวนทุเรียน การที่เกษตรกรใส่ใจในรายละเอียดการบำรุงช่วงนี้ด้วยผลิตภัณฑ์ที่เชื่อถือได้ จะนำไปสู่ผลผลิตที่มีคุณภาพระดับพรีเมียม สร้างรายได้ที่ยั่งยืน และยกระดับมาตรฐานการผลิตทุเรียนไทยสู่สากลได้อย่างแท้จริง  

อ่านเพิ่มเติม...

คลังความรู้