ผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ

บริษัท เอวี อะโกร มีผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด และนี้คือผลิตภัณฑ์ที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุด

มิโนทรี ไม้ผล

มิโนทรี ไม้ผล

ทรีโตไลท์

ทรีโตไลท์

เอวี ซิงค์

เอวี ซิงค์

2,4-ดี-ไดเมทิลแมโมเนีย

2,4-ดี-ไดเมทิลแมโมเนีย

ไลออนท์ โกลด์

ไลออนท์ โกลด์

เอวี แคล

เอวี แคล

ดูเพิ่มเติม

ประเภทผลิตภัณฑ์

ผลิตภัณฑ์ต่างๆ แบ่งออกเป็นแต่ละประเภทดังนี้

สารเสริมประสิทธิภาพ
สารเสริมประสิทธิภาพ
สารอาหารพืช
สารอาหารพืช
สารกำจัดแมลงและสารป้องกันกำจัดโรคพืช
สารกำจัดแมลงและสารป้องกันกำจัดโรคพืช
สารปรับปรุงดิน
สารปรับปรุงดิน
อื่นๆ
อื่นๆ

ข่าวสารและกิจกรรม

article image

24 / 06 /2562

เทคโนโลยีชาวบ้าน นิตยสารในเครือมติชน ที่เข้ามาสัมภาษณ์สด

บริษัท เอวี อะโกร จำกัดขอขอบคุณ คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการ นิตยสาร เทคโนโลยีชาวบ้าน นิตยสารในเครือมติชน ที่เข้ามาสัมภาษณ์สด คุณสมชาย แก่นเขียว ผจก.ฝ่ายขาย บริษัทฯ เรื่องเกี่ยวกับ"เทคนิคที่ทำให้พืชตระกูลแตงมีความหวาน ลูกใหญ่และตรงตามความต้องการในท้องตลาด" พร้อมนำเนื้อหาไปลงนิตยสารฉบับต่อไป...รอติดตามกันนะคะ

อ่านเพิ่มเติม...

article image

24 / 06 /2562

ประชุม กลุ่มปลูกแตงโมสกลนคร

ประชุม กลุ่มปลูกแตงโมสกลนคร...ผลิตภัณฑ์ของเอวีอะโกร ได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลามจากเกษตรกรผู้ปลูกแตงโม..ขอขอบคุณลุงเคนด้วยนะครับ

อ่านเพิ่มเติม...

article image

24 / 06 /2562

บริษัท เอวีอะโกร จำกัดได้จัดงานขายร่วมกับร้านต.ทรัพย์ไพศาล

บริษัท เอวีอะโกร จำกัดได้จัดงานขายร่วมกับร้านต.ทรัพย์ไพศาล จ.ยโสธร ลูกค้าสนใจเป็นอย่างมากและมาสอบถามข้อมูลพร้อมทั้งซื้อสินค้าที่บูธ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มพริก แตงโม แคนตาลูป และเปิดตลาดตัวแอนตี้ท๊อป  

อ่านเพิ่มเติม...

ดูเพิ่มเติม

บทความ

default image

05 / 06 /2569

"เพลี้ยอ่อน"

"เพลี้ยอ่อน"          เพลี้ยอ่อน (Aphids) เป็นแมลงศัตรูพืชประเภทปากดูด (Sucking Pests) ขนาดเล็กที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อพืชผัก ไม้ผล และพืชไร่ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะรวมกลุ่มกันอยู่บริเวณยอดอ่อน ใบอ่อน หรือใต้ใบ เพื่อดูดกินน้ำเลี้ยงจากท่อน้ำท่ออาหาร ส่งผลให้ใบพืชหงิกงอ ยอดแห้งเหี่ยว และต้นแคระแกร็น นอกจากทำลายพืชโดยตรงแล้ว เพลี้ยอ่อนยังขับถ่ายมูลเหนียวที่เรียกว่า "มูลน้ำหวาน" (Honeydew) ซึ่งเป็นอาหารชั้นดีของราดำ ทำให้เกิดโรคราดำบดบังการสังเคราะห์แสงของพืช และที่สำคัญที่สุดคือ เพลี้ยอ่อนเป็นพาหะนำโรคไวรัสพืชที่ร้ายแรงหลายชนิด (เช่น โรคใบด่าง) อีกทั้งยังสามารถขยายพันธุ์ได้แบบไม่อาศัยเพศ (Parthenogenesis) ทำให้ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสภาพอากาศแห้งแล้ง แนวทางการจัดการด้วยผลิตภัณฑ์อารักขาพืชจาก เอวีอะโกร (AV AGRO)         การควบคุมเพลี้ยอ่อนไม่ให้เกิดการระบาดลุกลาม จำเป็นต้องใช้สารเคมีที่ออกฤทธิ์เร็ว ดูดซึมได้ดี และระงับการขยายพันธุ์ได้อย่างเด็ดขาด โดยผลิตภัณฑ์ของเอวีอะโกรมีแนวทางการจัดการดังนี้: 1. การควบคุมแบบดูดซึมลึกและปกป้องยาวนาน อิมิดาโคลพริด 70 (Imidacloprid 70% WG): สารกำจัดแมลงกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ (Neonicotinoids - กลุ่ม 4A) ชนิดเม็ดเข้มข้นสูง มีคุณสมบัติดูดซึมเข้าสู่ระบบท่อน้ำท่ออาหารของพืชได้อย่างรวดเร็วและยาวนาน (Systemic Action) เมื่อฉีดพ่น สารจะแทรกซึมไปทั่วทั้งต้นพืช รวมถึงยอดอ่อนที่แตกใหม่ เมื่อเพลี้ยอ่อนเข้ามากัดกินหรือดูดน้ำเลี้ยง จะได้รับสารพิษเข้าทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้แมลงเป็นอัมพาต หยุดดูดน้ำเลี้ยง และตายในที่สุด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้เป็นสารหลักในการบล็อกการระบาด 2. การกำจัดแบบสัมผัสและแทรกซึมใต้ผิวใบ อะบาเมกติน 1.8 (Abamectin 1.8% W/V EC): สารกำจัดแมลงกลุ่มสารสกัดจากธรรมชาติ (Avermectins - กลุ่ม 6) ออกฤทธิ์แบบถูกตัวตาย กินตาย และมีคุณสมบัติแทรกซึมผ่านชั้นผิวใบ (Translaminar) สารจะซึมผ่านหน้าใบไปกักเก็บอยู่ภายในเนื้อเยื่อใบพืช จึงสามารถกำจัดกลุ่มเพลี้ยอ่อนที่มักหลบซ่อนอยู่ใต้ใบหรือในใบที่หงิกงอได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะเข้าไปรบกวนระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำให้เพลี้ยอ่อนหมดแรงและตายลงอย่างรวดเร็ว บทสรุปและข้อเสนอแนะ         เนื่องจากเพลี้ยอ่อนเป็นแมลงที่วงจรชีวิตสั้นและดื้อยาได้ง่าย การบริหารจัดการที่ถูกต้องตามหลักวิชาการคือ ไม่ควรใช้สารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งติดต่อกันเกิน 2 ครั้ง         แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเอวีอะโกรในลักษณะการฉีดพ่นสลับกลุ่มสาร โดยเริ่มพ่น อิมิดาโคลพริด 70 ในระยะเริ่มพบการระบาดเพื่อเน้นการดูดซึมปกป้องต้นพืชจากภายใน และสลับมาใช้ อะบาเมกติน 1.8 ในรอบถัดไปเพื่อเปลี่ยนกลไกการโจมตีระบบประสาทของแมลง ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกวาดล้างเพลี้ยอ่อนได้ย่อยยับ และป้องกันปัญหาการดื้อยาได้อย่างยั่งยืน  

อ่านเพิ่มเติม...

default image

05 / 06 /2569

ด้วงเต่าแตง

ด้วงเต่าแตง           ด้วงเต่าแตง (Cucurbit Beetle - Aulacophora spp.) เป็นแมลงศัตรูพืชตระกูลแตงที่สร้างความเสียหายรุนแรงในระยะทำลายวิกฤต โดยเฉพาะช่วงพืชแตกใบจริงและระยะต้นกล้า ตัวเต็มวัย จะกัดกินเนื้อใบยอดอ่อน และดอก ทำให้ใบเป็นรูพรุนตามวงรัศมีจนพืชไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ ส่วน ตัวหนอน ที่ฟักจากไข่ในดินจะเข้าทำลายกัดกินรากและโคนต้นใต้ดิน ส่งผลให้ท่อน้ำท่ออาหารเสียหาย ต้นพืชเหี่ยวเฉา และเปิดช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคเหี่ยว (Bacterial Wilt) เข้าซ้ำเติม           เนื่องจากด้วงเต่าแตงเป็นแมลงที่มีปีกแข็ง เคลื่อนย้ายได้รวดเร็ว และมีวงจรชีวิตทั้งบนดินและใต้ดิน การจัดการที่ได้ผลจึงต้องใช้สารเคมีที่มีกลไกการออกฤทธิ์ที่แตกต่างและครอบคลุมทุกระยะ แนวทางการจัดการด้วยผลิตภัณฑ์อารักขาพืชจาก เอวีอะโกร (AV AGRO)           เอวีอะโกร นำเสนอแนวทางการควบคุมด้วงเต่าแตงอย่างเบ็ดเสร็จ โดยการผสมผสานกลไกการออกฤทธิ์ของสารเคมี 2 กลุ่ม เพื่อตัดวงจรการทำลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ: 1. การควบคุมบนทรงพุ่มและปกป้องยอดอ่อนระยะยาว อะซีทามิพริด 20 SP (Acetamiprid): สารกำจัดแมลงกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ (Neonicotinoids - กลุ่ม 4A) มีคุณสมบัติดูดซึมและแทรกซึมผ่านใบได้ดีเยี่ยม (Systemic & Translaminar) เมื่อฉีดพ่น สารจะกระจายตัวเข้าสู่เนื้อเยื่อพืชอย่างรวดเร็ว ทำให้ออกฤทธิ์ปกป้องใบพืชและยอดที่แตกใหม่ได้ยาวนาน เมื่อด้วงเต่าแตงตัวเต็มวัยเข้ามาบินเกาะและกัดกินใบพืช จะได้รับสารเคมีเข้าสู่ระบบประสาท ทำให้หยุดกินอาหารเป็นอัมพาตและตายในที่สุด 2. การควบคุมแบบเฉียบพลันและตัดวงจรแมลงในดิน ฟิโพรนิล 5 อีซี (Fipronil 5% W/V EC): สารกำจัดแมลงกลุ่มฟีนิลไพราโซล (Phenylpyrazoles - กลุ่ม 2B) ออกฤทธิ์แบบถูกตัวตายและกินตาย (Contact and Stomach action) มีความสามารถในการดูดซึมบางส่วน สารนี้มีความเป็นพิษสูงต่อแมลงปีกแข็งอย่างด้วงเต่าแตง โดยสามารถใช้ฉีดพ่นบนทรงพุ่มเพื่อ "น็อค" ตัวเต็มวัยที่กำลังระบาดได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ด้วยคุณสมบัติที่ทนทานต่อการสลายตัวในดิน จึงสามารถใช้ฉีดพ่นหรือราดบริเวณโคนต้นเพื่อกำจัดตัวหนอนและดักแด้ของด้วงเต่าแตงที่อาศัยอยู่ใต้ดินได้เป็นอย่างดี   บทสรุปและข้อเสนอแนะ           การบริหารจัดการด้วงเต่าแตงให้สำเร็จและป้องกันการดื้อยา ควรใช้ผลิตภัณฑ์ของเอวีอะโกรในลักษณะการผสมผสานหรือสลับกลุ่มสาร โดยในระยะเริ่มปลูกหรือระยะพบตัวเต็มวัยบินเข้ามาในแปลง แนะนำให้ใช้ ฟิโพรนิล 5 อีซี พ่นเพื่อกำจัดตัวเต็มวัยอย่างรวดเร็วและเคลียร์พื้นที่บริเวณโคนต้น จากนั้นพ่นสลับด้วย อะซีทามิพริด 20 SP เพื่อให้สารดูดซึมเข้าไปปกป้องพืชในระยะยาว ช่วยลดความถี่ในการพ่นยาและเพิ่มประสิทธิภาพในการอารักขาพืชตระกูลแตงได้อย่างยั่งยืน

อ่านเพิ่มเติม...

default image

05 / 06 /2569

แมลงหวีขาว

แมลงหวีขาว              แมลงหวีขาว (Whiteflies) เป็นแมลงศัตรูพืชพยากรณ์ที่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อพืชเศรษฐกิจหลายชนิด เช่น พริก มะเขือ มันสำปะหลัง และพืชตระกูลแตง การทำลายของแมลงหวีขาวเกิดจากการดูลูกตัวอ่อนและตัวเต็มวัยที่เข้าทำลายโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใต้ใบ ส่งผลให้ใบหงิกงอ เหี่ยวแห้ง และต้นแคระแกร็น นอกจากนี้ แมลงหวีขาวขนาดยังเป็นพาหะนำโรคไวรัสพืช (เช่น โรคใบด่างเหลือง) และมูลของมันที่เป็นสารเหนียว (Honeydew) ยังเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราดำ ซึ่งบดบังการสังเคราะห์แสงของพืช              เนื่องจากแมลงหวีขาวมีวงจรชีวิตสั้นและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว การจัดการควบคุมจึงจำเป็นต้องใช้สารเคมีที่มีกลไกการออกฤทธิ์ที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพสูง เพื่อป้องกันการดื้อยา แนวทางการจัดการด้วยผลิตภัณฑ์อารักขาพืชจาก เอวีอะโกร (AV AGRO)              การเลือกใช้สารเคมีในการกำจัดแมลงหวีขาวให้ได้ผลลัพธ์สูงสุด ควรพิจารณาตามความรุนแรงของการระบาดและระยะการเจริญเติบโตของแมลง โดยผลิตภัณฑ์ของเอวีอะโกรมีแนวทางการใช้ดังนี้: 1. การควบคุมในระยะเริ่มต้นและการออกฤทธิ์แบบดูดซึม อะซีทามิพริด 20 SP (Acetamiprid): สารกำจัดแมลงกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ (Neonicotinoids) ออกฤทธิ์ทำลายระบบประสาทของแมลง มีคุณสมบัติดูดซึมได้ดีเยี่ยมและแทรกซึมผ่านใบ (Translaminar) จึงสามารถกำจัดตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของแมลงหวีขาวที่ซ่อนอยู่ใต้ใบได้อย่างทั่วถึง มีพิษต่ำต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และเหมาะสำหรับการฉีดพ่นในระยะเริ่มพบการระบาด 2. การควบคุมแบบสัมผัสและไอระเหย (กรณีระบาดปานกลาง) โอเมโทเอต 50 (Omethoate): สารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ออกฤทธิ์ทั้งสัมผัสตาย กินตาย และดูดซึมอย่างแรง สามารถกำจัดแมลงประเภทปากดูดได้ดี เอวานอล (ไดอะซินอล - Diazinon): สารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต ออกฤทธิ์สัมผัสและมีคุณสมบัติเป็นไอระเหย ช่วยให้สารเคมีกระจายตัวเข้าสู่ทรงพุ่มที่หนาแน่นได้ดี เหมาะสำหรับพ่นเพื่อลดประชากรแมลงหวีขาวอย่างรวดเร็ว 3. การจัดการขั้นเด็ดขาดในระยะระบาดรุนแรง (สารผสมสูตรน็อค) เวริมส์ฟอส (ไซเปอร์เมทริน 3% + โพรฟีโนฟอส 40% W/V EC): เป็นสารผสมที่รวมพลังของสารกลุ่มไพรีทรอยด์และออร์กาโนฟอสเฟต ออกฤทธิ์แบบน็อคและถูกตัวตายทันที (Contact and Stomach action) โดยไซเปอร์เมทรินจะทำหน้าที่น็อคตัวเต็มวัยอย่างรวดเร็ว ขณะที่โพรฟีโนฟอสช่วยเสริมฤทธิ์การทำลายและกำจัดไข่หรือตัวอ่อน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับใช้ในกรณีที่เกิดการระบาดอย่างรุนแรงเพื่อหยุดยั้งความเสียหายทันที   บทสรุปและข้อเสนอแนะ              การแก้ไขปัญหาแมลงหวีขาวให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ไม่ควรฉีดพ่นสารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันเป็นเวลานาน แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเอวีอะโกรแบบหมุนเวียนกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ (Mode of Action) เช่น การใช้ อะซีทามิพริด 20 SP สลับกับ เวริมส์ฟอส หรือ เอวานอล เพื่อลดโอกาสการสร้างกลไกต้านทานยา (การดื้อยา) ของแมลงหวีขาว และควรพ่นในเวลาเช้าตรู่หรือเย็นซึ่งเป็นช่วงที่แมลงหวีขาวเกาะนิ่งอยู่ใต้ใบ เพื่อให้สารเคมีสัมผัสตัวแมลงได้แม่นยำที่สุด  

อ่านเพิ่มเติม...

article image

04 / 06 /2569

เพลี้ยไฟ: ศัตรูพืชตัวจิ๋วที่สร้างความเสียหายระดับใหญ่

เพลี้ยไฟ: ศัตรูพืชตัวจิ๋วที่สร้างความเสียหายระดับใหญ่             เพลี้ยไฟ (Thrips) เป็นแมลงศัตรูพืชขนาดเล็กที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากสามารถทำลายพืชได้หลายชนิดและสร้างความเสียหายรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว ด้วยขนาดที่เล็กมากเพียง 1-2 มิลลิเมตร และพฤติกรรมที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกมุมของใบหรือดอก ทำให้ยากต่อการสังเกตและควบคุม แต่ผลลัพธ์ของการทำลายกลับเด่นชัดและสร้างความกังวลใจให้แก่เกษตรกรอย่างมาก บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับศัตรูตัวจิ๋วชนิดนี้อย่างลึกซึ้ง ลักษณะของเพลี้ยไฟ:            เพลี้ยไฟมีลักษณะเด่นคือเป็นแมลงขนาดเล็ก ลำตัวยาวเรียว มีสีน้ำตาลอ่อนหรือเหลืองทอง ปากเป็นแบบดูดซับ (Sucking) ซึ่งออกแบบมาเพื่อเจาะและดูดน้ำเลี้ยงจากเซลล์พืชโดยเฉพาะ ในระยะตัวเต็มวัย จะมีปีกเป็นฝอยคล้ายขนนก (Fringed wings) ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ แต่ปีกนี้มักจะดูได้ยากด้วยตาเปล่า พวกมันมักจะอาศัยอยู่ตามใต้ใบพริก มะเขือเทศ หรือซอกกลีบดอกไม้ ซึ่งเป็นจุดที่เข้าถึงได้ยากสำหรับการฉีดพ่นสารเคมี วงจรชีวิตเพลี้ยไฟ: วงจรชีวิตของเพลี้ยไฟค่อนข้างสั้นและรวดเร็ว โดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 15-20 วันเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย 5 ระยะหลักดังนี้: ระยะไข่: ไข่มีขนาดเล็กมาก มักถูกฝังไว้ในเนื้อเยื่อพืช ระยะตัวอ่อน (Nymph): มี 2 ระยะ ซึ่งจะคล้ายกับตัวเต็มวัยแต่ไม่มีปีก และทำลายพืชโดยการดูดน้ำเลี้ยงอย่างหนัก ระยะดักแด้ (Pupal stages): มี 2 ระยะ ได้แก่ ระยะ Prepupa และ Pupa ระยะนี้มักจะไม่เคลื่อนที่และไม่ทำลายพืช แต่มักจะอยู่ในดินหรือซอกพืช ระยะตัวเต็มวัย: เป็นระยะที่มีปีกและสามารถบินกระจายไปทำลายพืชในบริเวณอื่นได้ ความเสียหายที่เกิดจากเพลี้ยไฟ:        เพลี้ยไฟสร้างความเสียหายโดยการใช้ปากเจาะและดูดน้ำเลี้ยงจากใบพืช ดอก และผลอ่อน อาการเสียหายที่พบบ่อยได้แก่: ใบแห้งกรอบ ใบม้วน: เมื่อน้ำเลี้ยงถูกดูดไปมาก ใบจะเริ่มแห้งและขอบใบม้วนขึ้น ใบหงิก: ใบที่กำลังพัฒนาจะผิดรูป บิดเบี้ยว หงิกงอ ใบสีเงินหรือสีเทา: อาการนี้เกิดจากอากาศเข้าไปแทนที่เซลล์พืชที่ถูกดูดน้ำเลี้ยงไป ทำให้เห็นเป็นรอยสีเงินหรือสีเทาบนผิวใบ ผลผลิตเสียหาย ผิวไม่สวย: หากเกิดการทำลายในระยะผลอ่อน จะทำให้ผลมีแผลเป็น ผิวขรุขระ ไม่สวยงาม และมูลค่าลดลง ยอดแห้งตาย: ยอดอ่อนที่ถูกทำลายอย่างหนักจะแห้งและตายในที่สุด พืชที่มักพบการระบาด: เพลี้ยไฟสามารถทำลายพืชได้หลายชนิด ทั้งพืชผัก ไม้ดอก และไม้ผล แต่ที่พบบ่อยได้แก่ พริก มะเขือเทศ แตงกวา องุ่น และกล้วยไม้ การป้องกันและกำจัด: เนื่องจากเพลี้ยไฟซ่อนตัวเก่งและมีวงจรชีวิตสั้น การควบคุมจึงต้องอาศัยการผสมผสานหลายวิธีและต้องทำอย่างสม่ำเสมอ โดยมีแนวทางดังนี้: มาตรการควบคุมที่ยั่งยืน: ประกอบด้วยการสลับกลุ่มยาฆ่าแมลงเพื่อป้องกันการดื้อยา และการเลือกใช้ยาในช่วงเวลาที่เหมาะสม เช่น ช่วงเช้าหรือช่วงที่การระบาดเริ่มต้น การเลือกใช้สารเคมี: สำหรับการควบคุมทางเคมีที่มีประสิทธิภาพ เอวีอะโกร ขอแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วดังนี้:     อะบาเมกติน 1.8: มีประสิทธิภาพในการกำจัดเพลี้ยไฟและไรแดงอย่างดีเยี่ยม กลไกการออกฤทธิ์: เป็นสารกำจัดแมลงและไรกลุ่มที่ 6 ออกฤทธิ์แบบสัมผัสตายและกินตาย (Contact and Stomach poison) โดยจะเข้าไปขัดขวางการส่งกระแสประสาท (Inhibits GABA transmission) ของแมลง สรรพคุณและจุดเด่น: ควบคุมและกำจัดได้ทั้งเพลี้ยไฟและไรแดงอย่างเด็ดขาด (Broad spectrum for thrips and mites) แทรกซึมเข้าสู่ใบพืชได้ดี ยึดเกาะใบได้เหนียวแน่น ทนทานต่อการชะล้างของฝน สลายตัวได้เร็วบนผิวพืช ทำให้ไม่มีสารพิษตกค้างสะสมยาวนานจนเกินไป การนำไปใช้: เหมาะสำหรับฉีดพ่นเมื่อเริ่มพบการระบาดของไรแดงหรือเพลี้ยไฟในแปลง         ฟิโพรนิล 5 EC: สารกำจัดแมลงกลุ่มที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดเพลี้ยไฟและหนอน กลไกการออกฤทธิ์: เป็นสารกำจัดแมลงกลุ่มที่ 2 ออกฤทธิ์ทั้งแบบกินตายและสัมผัสตาย โดยเข้าไปขัดขวางการทำงานของช่องผ่านคลอไรด์ที่ควบคุมด้วยระบบประสาท (GABA receptor) ทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติและตายลง สรรพคุณและจุดเด่น: สามารถควบคุมและกำจัดแมลงได้อย่างกว้างขวาง (Broad spectrum) ทั้งกลุ่มเพลี้ยและหนอนตัวร้าย มีประสิทธิภาพสูงมากในการน็อกและกำจัดเพลี้ยไฟ รวมถึงหนอนเจาะสมอหรือหนอนม้วนใบพืช มีกลิ่นเฉพาะตัวที่ช่วยในเรื่องการขับไล่แมลงไม่ให้เข้ามาวางไข่หรือทำลายซ้ำ การนำไปใช้: ใช้ฉีดพ่นเมื่อแปลงพืชเกิดการระบาดร่วมกันของทั้งหนอนและเพลี้ยไฟ             ไทอะมีทอกแซม 25 WG: สารฆ่าแมลงกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ที่ใช้ได้ทั้งการฉีดพ่นทางใบและการราดโคนต้น เพื่อควบคุมเพลี้ยไฟและแมลงปากดูดอื่นๆ กลไกการออกฤทธิ์: สารฆ่าแมลงกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ (Neonicotinoids) ออกฤทธิ์แบบดูดซึม (Systemic action) ได้อย่างรวดเร็ว โดยเข้าไปเลียนแบบและจับกับตัวรับสารสื่อประสาท (Acetylcholine receptors) ทำให้อัมพาตและตายในที่สุด สรรพคุณและจุดเด่น: สามารถดูดซึมเข้าทางรากและใบได้อย่างรวดเร็ว วิ่งพล่านปกป้องเนื้อเยื่อพืชได้ทั่วทั้งต้น เน้นควบคุมแมลงปากดูดโดยเฉพาะ เช่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง และแมลงหวี่ขาว มีระยะเวลาในการควบคุมและคุ้มครองพืชที่ยาวนานกว่าสารประเภทสัมผัส มีคุณสมบัติพิเศษช่วยชักนำให้พืชสร้างความต้านทานต่อโรคพืชบางชนิดและทนทานต่อสภาพแล้งได้ดีขึ้น การนำไปใช้: สามารถใช้ฉีดพ่นทางใบ หรือใช้ราดโคนต้นเพื่อให้พืชดูดซึมผ่านระบบรากขึ้นไปปกป้องต้นพืชระยะยาว                  การใช้สารเคมีอย่างปลอดภัยและตามคำแนะนำของฉลากเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง และควรหมั่นตรวจดูพืชผักเพื่อพบการระบาดในระยะเริ่มแรกและจัดการได้ทันท่วงที

อ่านเพิ่มเติม...

article image

27 / 05 /2569

โรคใบจุดในพริก

โรคใบจุดในพริก           โรคใบจุด (Leaf Spot) เป็นหนึ่งในโรคพืชที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อผลผลิตพริกในประเทศไทย โดยมีสาเหตุหลักมาจากเชื้อรา Cercospora capsici (โรคใบจุดตากบ) หรือเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas axonopodis pv. vesicatoria ซึ่งทำให้ใบพริกเกิดแผล จุดด่าง และร่วงก่อนกำหนด ส่งผลให้ต้นพริกสังเคราะห์แสงได้ลดลง ต้นแคระแกร็น และผลผลิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ            เชื้อสาเหตุและลักษณะอาการของโรคใบจุดในพริก  โรคใบจุดในพริกที่พบส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อรา 2 กลุ่มหลัก ดังนี้:            โรคใบจุดตากบ (Cercospora Leaf Spot): เกิดจากเชื้อรา Cercospora capsici อาการเริ่มแรกเป็นจุดช้ำน้ำขนาดเล็ก ต่อมาแผลจะขยายใหญ่ขึ้นเป็นทรงกลมหรือรี บริเวณกลางแผลมีสีเทาหรือสีขาว ขอบแผลมีสีน้ำตาลเข้มล้อมรอบ มองดูคล้ายตากบ            โรคใบจุดสลับ หรือจุดดำ (Alternaria Leaf Spot): เกิดจากเชื้อรา Alternaria spp. ลักษณะแผลเป็นจุดสีน้ำตาลเข้มถึงดำ และมักจะเห็นเป็นวงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ (Target spot) อาการของโรคที่ต้องเฝ้าระวัง ระยะเริ่มแรก: พบจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลเข้มหรือสีน้ำเงินบนใบพริก ระยะลุกลาม: แผลจะขยายใหญ่ขึ้น ตรงกลางแผลมีสีเทาหรือสีขาวนวล ขอบแผลมีสีน้ำตาลเข้ม ลักษณะคล้าย "ตากบ" (Cercospora Leaf Spot) ระยะรุนแรง: แผลจะกระจายทั่วใบ ใบจะเริ่มเหลือง แห้ง และหลุดร่วงในที่สุด หากเกิดขึ้นในระยะติดดอกออกผล จะทำให้ผลพริกมีขนาดเล็กและบิดเบี้ยว            การจัดการโรคใบจุดให้ได้ผลดีที่สุดในทางวิชาการ คือการผสมผสานระหว่างสารประเภท สัมผัส (Protectant) เพื่อเคลือบปกป้องผิวใบ และสารประเภท ดูดซึม (Systemic) เพื่อซึมลึกเข้าไปรักษาแผลจากภายใน ผลิตภัณฑ์ ไดเมโทมอร์ฟ 50 WG และ คลอโรทาโลนิล 75 จากเอวีอะโกร จึงเป็นคู่สารเคมีที่ถูกจัดวางมาเพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์นี้ได้อย่างสมบูรณ์             คลอโรทาโลนิล 75 สารป้องกันกำจัดโรคพืชประเภทสัมผัส (Non-systemic / Protectant) กลุ่มเคมี: กลุ่ม M05 (Multi-site action) กลไกการทำงาน: คลอโรทาโลนิลจะทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังเคลือบอยู่บนผิวใบพริก โดยเข้าไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์และขัดขวางกระบวนการเผาผลาญพลังงานในเซลล์ของสปอร์เชื้อรา ทำให้สปอร์เชื้อราที่ปลิวมาเกาะไม่สามารถงอก (Spore germination) หรือแทงทะลุเข้าสู่ผิวใบพริกได้ ข้อดี: เนื่องจากออกฤทธิ์หลายตำแหน่ง (Multi-site) เชื้อราจึงพัฒนาความต้านทานหรือดื้อยาได้ยากมาก         ไดเมโทมอร์ฟ 50 WG สารป้องกันกำจัดโรคพืชประเภทดูดซึมและแทรกซึม (Systemic / Translaminar) กลุ่มเคมี: กลุ่ม 40 (Carboxylic acid amides: CAA) กลไกการทำงาน: ออกฤทธิ์ดูดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อใบพริกได้อย่างรวดเร็ว โดยเข้าไปยับยั้งการสร้างผนังเซลล์ (Cell wall synthesis) ของเชื้อราในส่วนที่เป็นฟอสโฟลิปิด ทำให้เส้นใยของเชื้อราไม่สามารถเจริญเติบโต ฝ่อ และหยุดการลุกลามของแผลเก่าทันที ข้อดี: สูตร WG (Water Granule) เป็นเม็ดละลายน้ำง่าย ไม่ฟุ้งกระจาย และไม่ทิ้งคราบขาวบนใบหนาแน่นจนบดบังแสง   อัตราและวิธีการใช้ สูตรผสมพ่น: ใช้ ไดเมโทมอร์ฟ 50 WG (อัตรา 10-15 กรัม) ผสมร่วมกับ คลอโรทาโลนิล 75 (อัตรา 20-30 กรัม) ต่อน้ำ 20 ลิตร ระยะป้องกัน (ก่อนเกิดโรค หรือช่วงฟ้าปิดฝนตกชุก): ฉีดพ่นทุก ๆ 7-10 วัน เพื่อสร้างเกราะป้องกันไม่ให้สปอร์เชื้อราฝังตัว ระยะรักษา (เมื่อเริ่มพบจุดแผลตากบหรือแผลวงสลับ): ฉีดพ่นร่วมกันทันที โดยพ่นซ้ำ 2 ครั้ง ห่างกัน 5 วัน เพื่อหยุดแผลเก่าและบล็อกใบใหม่ไม่ให้ติดเชื้อเพิ่ม             การจัดการโรคใบจุดในพริกให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยกลยุทธ์การป้องกันควบคู่กับการรักษา การจับคู่ระหว่าง คลอโรทาโลนิล 75 ซึ่งเป็นสารสัมผัสเคลือบผิวใบประสิทธิภาพสูง ร่วมกับ ไดเมโทมอร์ฟ 50 WG ซึ่งเป็นสารดูดซึมทำลายเส้นใยจากภายใน ของเอวีอะโกร ถือเป็นแนวทางตามหลักวิชาการที่ถูกต้อง ช่วยลดปัญหาการดื้อยาของเชื้อรา ยืดอายุใบพริกให้เขียวสมบูรณ์ เพิ่มพื้นที่สังเคราะห์แสง และนำไปสู่การเก็บเกี่ยวผลผลิตพริกที่มีคุณภาพและได้ปริมาณสูงสุด ข้อแนะนำเพิ่มเติม: ควรหลีกเลี่ยงการพ่นสารกลุ่มสัมผัสในช่วงที่มีแดดจัดเพื่อป้องกันอาการใบไหม้ และควรฉีดพ่นให้ทั่วทั้งหน้าใบและหลังใบเนื่องจากเชื้อรามักซ่อนตัวอยู่ใต้ใบพริก    

อ่านเพิ่มเติม...

คลังความรู้

ดูเพิ่มเติม